http://www.pangmapha.org
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 รวมภาพกิจกรรม

 แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร

 ติดต่อเรา

การดำเนินงาน

บริหารงานบุคคล

การคลัง อบต.

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ข้อมูลท่องเที่ยว

















สาระน่ารู้เรื่องภาษี

สาระน่ารู้เรื่องภาษี


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ที่มาของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

     ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายเพื่อนำมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างภาษีเดิม กระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน

     1. ใครต้องเสียภาษีนี้บ้าง?

         ทุกคนที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง โดยถ้าเป็นบุคคลธรรมดาก็จะไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุใดๆ ทั้งสิ้นด้วย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ส่วนคำถามว่าการเป็นเจ้าของที่ดินหมายถึงอะไร ตรงนี้ตัวกฎหมายยังไม่มีเขียนไว้ชัดเจน แต่โดยหลักการกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์แล้ว ต้องดูในเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เป็นหลัก ซึ่งถ้าเป็นที่ดินเปล่า หรือบ้านเดี่ยวก็คือให้ดูชื่อใน "โฉนดที่ดิน" และถ้าเป็นคอนโดก็ให้ดูใน "หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด" 

     2. เริ่มเก็บภาษีเมื่อไร และใครเก็บ? 

         เริ่มเก็บในปี 2563 โดยในระหว่างนี้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังจัดเตรียมกฎหมายรอง (เช่น กฎกระทรวง และประกาศที่เกี่ยวข้อง) รวมถึงดำเนินการในด้านอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจัดเก็บจริง โดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด จะตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หรือรายได้ของรัฐบาล (ปัจจุบัน อปท. มีรายได้ไม่เพียงพอในการพัฒนาท้องถิ่น เพราะการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่มีปัญหา และสำ หรับหน่วยงานจัดเก็บภาษี คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วน ตำบลกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยจะส่งแบบประเมินแสดงจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระให้แก่ผู้เสียภาษีภาย ในเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปี และผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องชำระภาษีภายในเดือนเมษายนของปีนั้น ซึ่งอาจขอผ่อนชำระเป็นรายงวดได

     3. ทรัพย์สินประเภทไหนต้องเสียภาษี? และคิดมูลค่าอย่างไร? 

         หลักๆ คือที่ดินเปล่า และสิ่งปลูกสร้างเกือบทุกประเภท โดยที่ดินให้รวมถึงพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา หรือที่เป็นพื้นน้ำด้วย และสิ่งปลูกสร้างจะรวมถึงบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม อาคาร ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทอื่นๆ ที่สามารถเข้าอยู่อาศัย ใช้สอย หรือใช้เป็นพื้นที่เก็บสินค้า หรือประกอบการพาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมได้ (เช่น ตึกแถว โรงงาน คลังสินค้า) สำหรับการวัดมูลค่าทรัพย์สินว่าจะต้องเสียภาษีหรือไม่นั้น โดยหลักการคือ ให้ใช้ "ราคาประเมินทุนทรัพย์" อันเดียวกับราคาประเมินเวลาเราเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมต่างๆ ที่กรมที่ดินนั่นเอง (ซึ่งราคาประเมินเหล่านี้คือราคาประเมินของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังนั่นเอง ซึ่งโดยเฉลี่ยมักจะต่ำกว่าราคาตลาดจริงประมาณ 20-30%)

     4. บ้าน หรือคอนโดที่ใช้เป็นที่พัก "หลัก" จะต้องเสียภาษีเท่าใด?

         บ้านพักอาศัยหลังหลัก (ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์) จะต้องเสียภาษีนี้ก็ต่อเมื่อมูลค่าบ้านนั้นเกินกว่า 50 ล้านบาท ถ้าต่ำกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาท จะไม่ต้องเสียภาษีนี้ บ้านไหนจะถือว่าเป็นบ้านพักอาศัยหลัง "หลัก" หรือหลังที่ 2, 3 หรือ 4 นั้น ตอนนี้ พรบ. ฉบับนี้ยังไม่ได้พูดถึงไว้ชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าบ้านหลังไหนมีชื่อท่านเป็นทั้ง "เจ้าบ้าน" หรือ "ผู้อยู่อาศัย" ในทะเบียนบ้าน และ "เจ้าของกรรมสิทธิ์" ในโฉนดที่ดินหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าบ้านหลังนั้นคือบ้านหลังหลักของท่าน และสำหรับบ้านหลังอื่นๆ ที่มีแต่ชื่อในโฉนดว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (แต่ทะเบียนบ้านว่างเปล่า หรือไม่ได้มีชื่อท่านเป็นเจ้าบ้าน) ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าบ้านหลังอื่นๆ นั้นเป็นบ้านหลังที่ 2, 3 หรือ 4 ซึ่งจะต้องโดนภาษีตามข้อ 5 ข้างล่างต่อไป

     5. บ้านหลังที่ 2 (หรือหลังอื่นๆ เช่นหลังที่ 3, 4 หรือ 5 ที่ไม่ใช่หลัง "หลัก") จะต้องเสียภาษีเท่าใด?

         กรณีใครมีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้าน หรือที่ดินเกินกว่า 1 หลัง หรือ 1 แปลง (เช่น มีบ้านพักอาศัยหลังหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ และมีบ้านตากอากาศอยู่ที่เขาใหญ่) หรือใครมีบ้านแล้ว แต่มีคอนโดมิเนียมอีก 1 ห้อง (เช่น มีบ้านหลักอยู่แจ้งวัฒนะ และมีคอนโดมิเนียม 1 ห้องแถวสาทรซึ่งซื้อไว้อยู่เองเป็นครั้งคราว หรือปล่อยว่างไว้ยังไม่ได้ให้เช่า) กรณีแบบนี้ บ้านที่เขาใหญ่ หรือคอนโดมิเนียมที่สาทร (ที่ยังไม่ได้เอาไปทำประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น ปล่อยเช่า) จะถือว่าเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งจะต้องโดนภาษีตามนี้ (และถ้ามีเยอะ ขนาดมีหลังที่ 3, 4 หรือ 5 พวกนี้ก็ต้องโดนหมดแบบแยกเป็นหลังๆ เลยด้วย)

     6. ตึกแถวที่ใช้ค้าขาย หรือคอนโดปล่อยเช่า และไม่ได้เป็นบ้านหลัง "หลัก" จะต้องเสียภาษีเท่าใด?

         หากเรามีบ้านพักอาศัยหลังหลักแล้ว และยังมีชื่อในโฉนดที่ดินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ด้วย เช่น มีชื่อเป็นเจ้าของคอนโดในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ยังไม่ได้พักอาศัยเอง แต่ปล่อยเช่าได้รับค่าเช่าเดือนละ 18,000 บาท เป็นต้น หรือเป็นเจ้าของตึกแถวทำค้าขาย หรือทำธุรกิจ (ไม่ว่าจะค้าขายทั่วไป อุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรมประเภทใดนอกเหนือจากใช้เพื่อการเกษตรกรรม) หรือมีที่ดินใช้ทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ทรัพย์สินอื่นๆ เหล่านี้จะต้องโดนภาษีในอัตราต่อไปนี้

     7. ที่ดินเปล่าจะต้องเสียภาษีเท่าใด? 

         ในกรณีของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ที่ดินกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกับข้อ 6 และจะปรับเพิ่มขึ้น (Progressive Rate) ทุกๆ 3 ปีด้วย ตราบใดที่ยังทิ้งว่างไว้ไม่ทำประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (สูงสุดไม่เกิน 3%)

     8. ถ้าไม่จ่าย จะเกิดอะไรขึ้น? 

         ตามร่าง พรบ. ฉบับที่ทาง Checkraka เห็นนั้น ถ้าเรามีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี แต่ถึงเวลาเราไม่จ่าย กฎหมายนี้ก็มีการกำหนดโทษไว้ด้วย คือมีทั้งต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และทำธุรกรรมทรัพย์สินแปลงนั้นๆ ไม่ได้ ดังนี้ครับ (โปรดเช็คร่าง พรบ. ฉบับล่าสุดนี้อีกครั้งนะครับว่าโทษเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปหรือไม่) 

         (ก) หากมี Record ว่าไม่จ่ายภาษี หรือมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างค้างอยู่ จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หรือนิติกรรม หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างนั้นไม่ได้เลย 

         (ข) ต้องเสียเบี้ยปรับอีกเป็นจำนวนเท่ากับ 25% ของจำนวนภาษีที่ค้างชำระ (หากจ่ายช้าแต่ก่อนโดนแจ้งเตือนเป็นหนังสือ) หรือ 50% (หากจ่ายช้าแต่ก็จ่ายภายในเวลาที่กำหนดในหนังสือแจ้งเตือน) หรือ 100% (หากโดนทวงแล้วยังไม่ยอมจ่ายภายในเวลาที่กำหนดในหนังสือแจ้งเตือน) และถ้ายังไม่จ่ายต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จะต้องโดนเงินเพิ่มอีก 1% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ค้างชำระ

     9. ถ้าอยู่คอนโดหรือหมู่บ้านจัดสรร ทรัพย์ส่วนกลางต้องเสียภาษีด้วยหรือไม่? 

         สำหรับคนที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม หรือหมู่บ้านจัดสรรนั้น ทรัพย์ส่วนกลาง (ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด) ของคอนโดนั้นๆ  และที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค เช่น Club House หรือสวนในโครงการ (ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน) ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนี้ (ข้อยกเว้นอื่นๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีนี้ ก็เช่น ที่ดินของเอกชนซึ่งใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์)

     10. มีข้อลดหย่อน หรือส่วนลดอะไรบ้าง? 

         มีอยู่บ้างในบางกรณี ตัวอย่างเช่น ได้รับบ้านพักอาศัยหลักมาโดยทางมรดกก่อนกฎหมายนี้ใช้บังคับและมีชื่อในทะเบียนบ้าน ก็จะได้ส่วนลดภาษี 50% ของจำนวนเต็มที่ต้องเสีย 

 

ภาษีป้าย

     ภาษีป้าย หมายถึง ภาษีที่เก็บจากป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือ ประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษรภาพหรือเครื่องหมายที่เขียนแกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

     ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย คือ เจ้าของป้าย หรือผู้ครอบครองป้ายในกรณีไม่มีผู้อื่นยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย หรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าเจ้าของ หรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้ง หรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับ

     อัตราภาษีป้าย 
     1. ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดภาษี 500 ตร.ซม. ต่อ 3 บาท 
     2. ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมาย คิดภาษี 500 ตร.ซม. ต่อ 20 บาท 
     3. (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ
         (ข) ป้ายที่มีอักษรทั้งหมด หรือบางส่วนอยู่ใต้และหรืออยู่ต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ คิดภาษี 500 ตร.ซม. ต่อ 40 บาท
        ป้ายเมื่อคำนวณพื้นที่จำนวนเงินภาษีไม่ถึงป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

     การขออนุญาตติดตั้งป้ายหรือเสียภาษี 
     1. ให้เจ้าของป้ายหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแจ้งขนาดและยื่นภาพถ่ายหรือภาพสเก็ตของป้ายและแผนผังบริเวณที่ติดตั้งป้ายนั้นมาพร้อมกับคำขออนุญาตติดตั้งป้ายหรือแบบ แสดงรายการภาษีป้ายแล้วแต่กรณีเพื่อประโยชน์ในการสำรวจตรวจสอบ 
     2. ในการติดตั้งป้ายต้องไม่มีลักษณะที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และบริเวณที่ไม่อนุญาตให้ติดตั้งป้าย ได้แก่ บริเวณคร่อมถนน หรือทางสาธารณะ วงเวียน อนุสาวรีย์ สะพาน สะพานลอย คนเดินข้ามถนนเกาะกลางถนน สวนหย่อม สวนสาธารณะ ถนน ต้นไม้ และเสาไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในที่สาธารณะ

     หลักฐานที่ต้องนำไป 
     1. บัตรประจำตัวประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน
     2. ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม / หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน 
     3. ใบเสร็จรับเงินปีที่แล้ว

      กำหนดเวลายื่นแบบ
      - เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายและชำระภาษีป้าย ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
      - เจ้าของป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ 
        1. มีป้ายต้องเสียภาษีป้าย ภายหลังเดือนมีนาคม
        2. มีป้ายใหม่ แทนป้ายเดิมที่เสียภาษีป้ายแล้ว 
        3. เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเดิมเป็นเหตุให้เสียภาษีป้ายหรือภาษีป้ายเพิ่มขึ้น
     - ผู้รับโอนป้าย แจ้งการรับโอนป้ายภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันรับโอนป้าย

     การชำระภาษี
     - ให้เจ้าของป้ายชำระภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
     - ป้ายที่เริ่มติดตั้ง หรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้าย ตั้งแต่วันที่ติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้นปี ถ้าภาษีป้ายเกิน 3,000 บาท ขึ้นไป ผ่อนชำระเป็น 3 งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้

     บทกำหนดโทษ 
     1. ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท
     2. ผู้ใดโดยรู้หรือจงใจแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีป้ายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ 
     3. ผู้ใดไม่แจ้งรับโอนป้าย หรือไม่แสดงรายการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบกิจการ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท ระยะเวลาการให้บริการโดยประมาณ 10 นาที ต่อรายไม่รวมขั้นตอนการตรวจสอบ สอบสวน (ถ้ามี)


 

 

view

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« August 2019»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

แบบสำรวจ

การให้บริการ อบต.ปางมะผ้า
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรุง
แก้ไข
 

สถิติ

เปิดเว็บ07/10/2010
อัพเดท19/08/2019
ผู้เข้าชม855,858
เปิดเพจ1,182,392

รหัสไปรษณีย์

www.youtube.com

view